ปี 2564


15 มกราคม 2564
233

การประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 2/2564​

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน  การประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 โดยมี นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าและเห็นควรให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร หรือ DGA) เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาสถาปัตยกรรมรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วย (1) แพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Thailand Government Information Exchange: TGIX) เพื่อให้เกิดมิติใหม่ในการบริการประชาชนโดยไม่ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก ลดการใช้สำเนาเอกสาร และลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน สามารถให้บริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 (2) ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลด้านดิจิทัล (Digital ID) โดยจะเริ่มนำร่องกับข้าราชการพลเรือนสามัญ รวมถึงการใช้ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ในการลงนามเอกสารราชการต่างๆ ที่ไม่ต้องดำเนินการในรูปแบบกระดาษ (3) ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) เพื่อให้ประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ สามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยได้รับการเลื่อนอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เป็นอันดับที่ 57 ของโลกจาก 193 ประเทศ และเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน ซึ่งเป็นการยกระดับประเทศไทยจากกลุ่มการพัฒนาสูงมาอยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาในระดับสูงมาก

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ สพร. เร่งพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลาง (Government Data Exchange: GDX) สำหรับการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ในระยะเวลา 2 ปี พ.ศ. 2564-2566 และจัดทำมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดำเนินการศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ให้เป็นไปตามแผนพัฒนามาตรฐานภายใต้ชื่อ “มาตรฐานการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ” โดยแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะทำงานร่วมกับระบบบัญชีข้อมูล ระบบการยืนยันและกำหนดสิทธิการใช้งาน และบริการดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานรัฐ บนระบบที่มีความมั่นคงปลอดภัย เพื่อผลักดันรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไปสู่หลักการ Once Only Principle หรือการที่ประชาชนให้ข้อมูลกับภาครัฐแค่ครั้งเดียวและภาครัฐทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นผ่านแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้แบบครบวงจร เช่น ระบบการยื่นภาษีของกรมสรรพากรจะขอใช้ข้อมูลบุคคลจากกรมการปกครอง การให้บริการด้านธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รองนายกฯ ดอนเห็นว่าการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานของภาครัฐไปสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนพึงได้รับ การตอบสนองความต้องการของประชาชน และให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง โดยควรให้ความสำคัญกับทุกมิติอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล พร้อมให้เร่งพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัลให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเร่งผลิตบุคลากรด้านดิจิทัลให้มีเพียงพอ โดยควรให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนด้วย

ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐและการให้บริการประชาชนไปสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ สพร. ได้เตรียมระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐในการรับ-ส่งเอกสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ พร้อมมีระบบ e-CMS สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบสารบรรณกลางกับระบบสารบรรณของแต่ละหน่วยงาน โดยใช้ควบคู่กับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลทางดิจิทัลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ (Digital Government ID) และการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานภาครัฐและความปลอดภัยของข้อมูล  และวางแผนจะขยายผลการให้บริการระบบบริหารจัดการภาครัฐไปยังหน่วยงานระดับท้องถิ่นในอนาคต อีกทั้ง สพร. อยู่ระหว่างการร่วมมือกับพันธมิตรเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการใบแสดงผลการศึกษาดิจิทัล (Digital Transcript) เพื่อตอบโจทย์สำคัญในการลดการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชน ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งจะสามารถประหยัดเงินรวม 378,735,024 บาท/ปี ลดการใช้กระดาษรวม 4,029,096 แผ่น/ปี และลดการใช้ซองเอกสารรวม 2,686,064 แผ่น/ปี โดยระยะแรกจะเริ่มต้นจากการให้หน่วยงานของรัฐรับเอกสาร ใบแสดงผลการศึกษาแบบดิจิทัล (Digital Transcript) ในรูปแบบไฟล์ PDF/A-3 ที่มี Digital Signature Certificate ที่สามารถป้องกันการปลอมแปลงเอกสารได้ตามมาตรฐานที่ สพธอ. และ สพร. กำหนด แทนเอกสารใบแสดงผลการศึกษารูปแบบกระดาษ โดยให้ถือเป็นเอกสารหลักฐานทางราชการ และขยายผลไปยังเอกสารทางการศึกษาอื่น ๆ เพื่อรองรับการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้บริการผ่านทางออนไลน์ตามแบบวิถีชีวิตใหม่ (new normal) และขยายผลการให้บริการ ใบแสดงผลการศึกษา ในรูปแบบดิจิทัล ไปยังโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ให้สามารถรับและออกเอกสารในรูปแบบดิจิทัลได้ ซึ่งเป็นการขยายผลและดำเนินงานตามนโยบายการยกเลิกเรียกสำเนาเอกสารทางราชการจากประชาชนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

การประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2564

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565  หลังจากแผนฯ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพื่อขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลฯ ให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว  โดยที่ประชุมรับทราบว่ามีการจัดเตรียมงบประมาณบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2565 ไว้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลฯ ด้วยแล้ว   
ที่ประชุมยังมีมติให้ทุกหน่วยงานเร่งพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ระดับพื้นฐานอย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้ สพร. จัดเตรียมเป็นหลักสูตร e-Learning เพื่อให้สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐให้มีความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่บุคลากรภาครัฐที่ยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในการทำงานเป็นลำดับแรกก่อน  ทั้งนี้ รองนายกฯ ดอนยังเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัลของภาครัฐด้วย ที่ประชุมยังย้ำความสำคัญของการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ  โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เร่งให้ภาครัฐต้องปรับตัวสู่รัฐบาลดิจิทัลเร็วขึ้น  ซึ่งในขณะนี้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)  โดยสำนักงาน ก.พ.ร. และ สพร. พร้อมช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัด
รองนายกฯ ดอนเน้นความสำคัญของการดำเนินตามแผนงานต่างๆ เพื่อผลักดันรัฐบาลดิจิทัล บนหลักของความโปร่งใส  ประสิทธิภาพ  ธรรมาภิบาลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล  ต้องมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  รวมทั้งพยายามเชื่อมโยงการดำเนินงานเพื่อพัฒนารัฐบาลดิจิทัลกับวาระเพื่อการพัฒนาประเทศที่สำคัญอื่นๆ ของรัฐบาล อาทิ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model)  เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในยุคหลัง
โควิด-19    
ที่ประชุมได้รับทราบสถานะการดำเนินงานโครงการจัดทำเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล (Digital Transcript) โดยมีมหาวิทยาลัยนำร่อง 9 แห่งที่พร้อมให้บริการ Digital Transcript แก่นิสิตนักศึกษาในปีการศึกษา 2563  ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลให้หน่วยงานของรัฐรับรู้ในเรื่องการนำ Digital Transcript ไปใช้ในหน่วยงานและให้ถือเสมือนเอกสารต้นฉบับหรือฉบับจริง เพราะเล็งเห็นประโยชน์ที่ทุกฝ่ายจะได้รับนอกจากอำนวยความสะดวกแก่นิสิต/นักศึกษา และประชาชน ช่วยป้องกันการปลอมแปลงวุฒิการศึกษา และลดภาระของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอกสารสำคัญทางการศึกษาแล้ว ยังเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลครั้งสำคัญของประเทศอีกด้วย ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ซึ่งมีหน้าที่ขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยได้ดำเนินโครงการในหลายด้าน เช่น การพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐที่ผ่านการอบรมหลักสูตรดิจิทัลจากสถาบัน TDGA โดยในปี 2564 ตั้งเป้าหมายพัฒนาบุคลากรภาครัฐ จำนวน ​2 แสนคน และพัฒนาบุคลากรสายเทคโนโลยีสารสนเทศในเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับด้านมาตรฐาน หลักเกณฑ์ ตาม พ.ร.บ. การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 สพร. ได้มีการดำเนินการคืบหน้าหลายเรื่อง เช่น การจัดทำกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐผ่านเว็บไซต์ data.go.th การจัดทำดิจิทัลไอดีสำหรับบริการภาครัฐ และการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัล อาทิ บัญชีข้อมูลและคำอธิบายชุดข้อมูลดิจิทัล Data Catalog / Metadata จัดทำ (ร่าง) แผนแม่บทพอร์ทัลกลาง เพื่อประชาชน ระยะ 3 ปี (Citizen Portal Roadmap) นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลายฝ่าย เช่น การเปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ภาครัฐ (AI) เพื่อให้เป็นแหล่งรวมผลงาน AI พร้อมใช้ เพื่อสร้างชุมชน AI ร่วมผลักดันหน่วยงานรัฐสร้างบริการเพื่อประชาชน การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลภาครัฐ (DGTi) เป็นต้น โดยมุ่งดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “รัฐบาลดิจิทัล เปิดเผย เชื่อมโยง และร่วมกันสร้างบริการที่มีคุณค่าให้ประชาชน” เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ สังคมอยู่ได้ ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันในยุค New Normal นี้

เอกสารแนบ

1