ครั้งที่ 22 การจัดการอาชญากรรมหรือการฉ้อโกง
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จัดการประชุมระดมสมองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในหัวข้อ “การแจ้งความและติดตามสถานะคดี และการขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรม” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันวางรากฐานการพัฒนาระบบราชการที่ทันสมัย โปร่งใส และตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนอย่างแท้จริง
นายชรินทร์ ธีรฐิตยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล DGA กล่าวเปิดประชุมโดยเน้นย้ำว่า บริการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างบูรณาการ พร้อมกันนี้ คุณพิลาสินี กิตติขจร ที่ปรึกษาอาวุโส ได้นำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของบริการดิจิทัล “การจัดการอาชญากรรมหรือการฉ้อโกง” โดยชี้ให้เห็นถึงความเร่งด่วนจากสถิติอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจำนวนการแจ้งความในปี 2566 ที่เพิ่มขึ้นถึง 94% เมื่อเทียบกับปี 2563 จาก 705,000 คดี เป็น 1,371,000 คดี และพบว่าคดียาเสพติดมีการแจ้งความมากที่สุดถึง 55% สำหรับคดีออนไลน์สะสม มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการครอบครองสัดส่วนสูงสุดถึง 59% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการยุติธรรมในรูปแบบดิจิทัล
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สพร. ได้นำเสนอผลการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) จากประเทศชั้นนำด้านดิจิทัล ดังนี้
– ประเทศสิงคโปร์ พัฒนาแพลตฟอร์ม Police.gov.sg รองรับการแจ้งความออนไลน์สำหรับกรณีที่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ครอบคลุม 14 ประเภทคดี โดยประชาชนสามารถยืนยันตัวตนผ่าน Singpass กรอกข้อมูล แนบเอกสาร และติดตามความคืบหน้าได้ในที่เดียว
– เอสโตเนีย มีระบบ e-toimik เป็นแพลตฟอร์มกลางที่บูรณาการข้อมูลระหว่างตำรวจ อัยการ และศาล ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยของการพิจารณาคดีแพ่งลดลง 37% ภายใน 5 ปี และเอกสารคดีเป็นดิจิทัล 100% ตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ความสำเร็จนี้เกิดจากการวางรากฐาน Digital ID ที่แข็งแกร่ง และการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานผ่าน X-Road
– สหราชอาณาจักร มีบริการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผ่าน GOV.UK ให้บริการขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (ประเภท Basic) แบบออนไลน์ครบวงจร โดยใช้เวลาดำเนินการเพียง 1-3 วัน ประชาชนสามารถรับเอกสารได้ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและกระดาษ และยังสามารถมอบสิทธิ์ให้นายจ้างเข้าถึงเอกสารดิจิทัลของตนเองผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย
สำหรับสถานะปัจจุบันของประเทศไทยมีบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง เช่น Thai Police Online สำหรับรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และระบบ CRD Check ของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำหรับยื่นคำขอตรวจประวัติอาชญากรรม ซึ่งบริการบางส่วนเริ่มเชื่อมต่อบนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งความ ติดตามความคืบหน้าคดี และติดตามสถานะคดีได้สะดวกมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนความท้าทายและแนวทางแก้ไข โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
- การบูรณาการข้อมูล – สำนักงานกิจการยุติธรรมได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภายใต้การขับเคลื่อนพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 โดยพัฒนาระบบสารสนเทศ DXC เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ ตรวจสอบความคืบหน้า และรับทราบระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
- การยืนยันตัวตน – กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพัฒนาแอปพลิเคชัน Cyber Check สำหรับตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร และข้อมูลออนไลน์ต่างๆ โดยแบ่งสถานะเป็น 3 ระดับ คือ สีเขียว (ข้อมูลจริง) สีเหลือง (มีข้อสงสัย) และสีแดง (ข้อมูลปลอม) แอปพลิเคชันดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ครอบคลุม ได้แก่ การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร ข้อความ SMS Line Official Facebook TikTok และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับแพลตฟอร์มเพิ่มเติม รวมทั้งการเชื่อมต่อการตรวจสอบโดยตรงจากแอปฯ ต้นทาง
- การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ – กองทะเบียนประวัติอาชญากรรายงานว่ามีความตั้งใจพัฒนาระบบให้สามารถดำเนินการในรูปแบบดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ แต่ยังติดข้อจำกัดจากระเบียบภายในที่กำหนดให้ประชาชนต้องมาชำระค่าธรรมเนียมด้วยตนเอง และอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงบประมาณเพื่อหาแนวทางแก้ไข
ซึ่งจากการระดมความคิดเห็น ทางด้านประชาชนต้องการให้กระบวนการแจ้งความและการติดตามสถานะคดีมีความสะดวกและโปร่งใสมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการได้ในรูปแบบออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานีตำรวจ พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้อย่างชัดเจน ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นสิ่งจำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพบริการ เนื่องจากจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของงาน และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จึงได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการรวมศูนย์ช่องทางการแจ้งความให้เป็นช่องทางเดียว (Single Channel) อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญหลายประการ ทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทคดี การยอมรับหลักฐานในรูปแบบดิจิทัล และประเด็นการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนซึ่งถูกจำกัดด้วยอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน สำหรับบริการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม อุปสรรคสำคัญคือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนบางแห่งยังคงต้องการเอกสารฉบับจริง และระเบียบภายในของหน่วยงานรัฐที่ยังกำหนดให้ประชาชนต้องชำระค่าธรรมเนียมด้วยตนเอง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การระดมสมองในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนากระบวนการยุติธรรมของไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทัดเทียมนานาชาติ
