ครั้งที่ 18 การแจ้งเตือน (E- Notification) การขอใบรับรองหรือสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับตนเอง และระบบกระเป๋าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Inbox)
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จัดการประชุมระดมสมอง (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในหัวข้อ “การแจ้งเตือน (E-Notification) การขอใบรับรองหรือสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับตนเอง และระบบกระเป๋าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Inbox)” เพื่อร่วมกันออกแบบ “ตู้จดหมายดิจิทัล” สำหรับประชาชน ทำให้การติดต่อกับภาครัฐทั้งการแจ้งเตือนและขอรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวอภิณห์พร อังคกมลเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ
โดย นายชรินทร์ ธีรฐิตยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล DGA กล่าวเปิดการประชุม และ คุณพิลาสินี กิตติขจร ที่ปรึกษาอาวุโส ได้นำเสนอกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากหลายประเทศ เช่น Singpass ของสิงคโปร์ และ Digital Post ของเดนมาร์ก ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารกลางระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างเป็นทางการ ลดความสับสนจากการมีหลายแพลตฟอร์ม และสร้างความมั่นใจในความถูกต้องของเอกสาร โดยเน้น 2 มิติสำคัญ ได้แก่
- การสื่อสารผ่านระบบแจ้งเตือน (E-Notification)
- ต้องเป็นช่องทางกลางที่เป็นทางการ ปลอดภัย และลดความสับสน
- ข้อมูลต้องถูกต้อง ป้องกันการปลอมแปลง และส่งตรงตามสิทธิประโยชน์ของแต่ละบุคคล เช่น การต่ออายุใบอนุญาตหรือสิทธิประกันสังคม
- ข้อความต้องชัดเจน และสามารถดำเนินการต่อได้ทันที มีลิงก์ให้ทำธุรกรรมได้จบในที่เดียว
- ออกแบบโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้งานง่ายเสมือนอีเมล
- การรับ–ส่งเอกสารทางการด้วยกระเป๋าเอกสารดิจิทัล (Digital Inbox/Document Wallet)
- อาศัยการยืนยันตัวตนดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการสวมรอย
- มีแพลตฟอร์มกลางเก็บเอกสารสำคัญ เช่น ใบอนุญาต ใบแสดงผล หรือโฉนดที่ดิน ลดการขอซ้ำซ้อน และตรวจสอบได้ย้อนกลับถึงต้นทาง
- เอกสารต้องปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลง เช่น การฝังลายน้ำเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เป็นต้น
ทางด้านประเทศไทยได้วางรากฐานบริการดิจิทัลไว้แล้วในหลายมิติ โดยหลายหน่วยงานได้ร่วมแบ่งปันความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบ เช่น
- ไปรษณีย์ไทย พัฒนา Prompt Post ตู้จดหมายดิจิทัลที่ปลอดภัย พร้อมทดลองใช้งานจริง และวางแผนขยายบริการสู่การจัดเก็บเอกสารและการติดตามสถานะอัตโนมัติ
- DGA พัฒนา D-Sign แพลตฟอร์มสร้างและลงนามเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานรัฐ ใช้แทนเอกสารกระดาษได้อย่างสมบูรณ์ เอกสารมีสถานะทางกฎหมาย สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาล รองรับลายมือชื่อดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ จัดเก็บและค้นหาง่าย ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเริ่มใช้งานแล้ว เช่น อย., กรมบังคับคดี และ กสทช. และ ตู้จดหมายเอกสารดิจิทัลส่วนตัวของประชาชน (Digital Inbox) ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้ประชาชนดาวน์โหลดเอกสารสำคัญที่รัฐออกให้ เช่น ประวัติการชำระค่าไฟ–น้ำย้อนหลัง เพื่อใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เอกสารที่ส่งมาจะมีลายมือชื่อดิจิทัลจากหน่วยงานต้นทาง ตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นต้นฉบับได้
- ETDA ผลักดันมาตรฐาน Verifiable Credential (VC) เพื่อให้เอกสารดิจิทัลที่ออกโดยหน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ
สำหรับเสียงสะท้อนจากที่ประชุมในครั้งนี้ได้เสนอให้พิจารณานำมาตรฐาน POD (Provable Object Datatype) มาใช้กับระบบบริการดิจิทัลของภาครัฐ แทนการใช้เฉพาะ VC (Verifiable Credential) เนื่องจาก POD ได้รับการพัฒนาและมีมาตรฐานสากลรองรับแล้ว (เช่น NIST IR 8124B ปี 2022) อีกทั้ง ยังมีศักยภาพสูงกว่า VC ทั้งด้านความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และความสามารถในการยืนยันสิทธิหรือคุณสมบัติ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลจริง ดังนั้น ภาครัฐจึงควรศึกษาการนำ POD มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่แรก เพื่อช่วยลดภาระ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับระบบ Digital Government มีความปลอดภัยและทันสมัยมากขึ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้มี “แอปพลิเคชันเดียว” หรือช่องทางกลางสำหรับทุกบริการของรัฐเพื่อลดความสับสน ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่าหัวใจสำคัญคือ การเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้าน (API กลาง) เพื่ออำนวยความสะดวกไม่ว่าประชาชนจะใช้แอปฯ ใด ก็จะได้รับบริการที่ต่อเนื่องและไร้รอยต่อ อีกทั้ง ยังมีประเด็นเรื่องการยอมรับเอกสารดิจิทัลให้สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อลดภาระประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อน ซึ่งก็มีโจทย์ใหญ่สำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถทำธุรกรรมด้วยตนเองได้ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือ ผู้พิการ ที่จำเป็นต้องมีระบบมอบอำนาจให้ผู้ดูแลสามารถจัดการแทนได้อย่างปลอดภัยและมีขอบเขตชัดเจน ทั้งนี้ ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม DGA จะนำไปปรับปรุงแผนฯ ให้รอบด้านและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และบริการได้อย่างเท่าเทียมต่อไป
