พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เร่งเครื่อง DGA ผนึกกำลัง สถ. – ก.พ.ร. – ป.ป.ท. หนุน อปท. ทั่วประเทศ ใช้ “ระบบท้องถิ่นดิจิทัล” ยกระดับบริการประชาชน


31 July 2569
32
Localgov 10 scaled

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จัดการประชุมหารือแนวทางการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบการให้บริการ และแอปพลิเคชัน โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและกล่าวเปิดงาน โดยมี นายเอกภพ เพียรพิเศษ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมผู้แทนจากกองบริหารงานท้องถิ่น นายณัฏฐา พาชัยยุทธ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ คณะทำงานจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้การต้อนรับโดย นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล พร้อมด้วย นายณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงาน DGA อาคารซี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการประชาชน พ.ศ. 2569 และพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ยกระดับการให้บริการประชาชนเพื่อลดภาระและต้นทุนของประชาชนในการติดต่อราชการ ป้องกันการทุจริต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยให้ความสำคัญกับการนำระบบดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก ถอดบทเรียนจากประเทศจีนที่ใช้ระบบดิจิทัลปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการติดตามพบว่าปัจจุบัน อปท. มีการทำงานที่ซ้ำซ้อน ใช้งบประมาณด้านไอทีแบบต่างคนต่างทำระบบของตนเอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและตรวจสอบยาก จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการที่ระบุชัดเจน เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง เห็นควรให้มีการขยายผลบริการท้องถิ่นดิจิทัล โดยกำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุม 2,852 อปท. ภายในสิ้นปี 2570

“การขยายผลบริการท้องถิ่นดิจิทัลควรกำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุม 2,852 อปท. ภายในสิ้นปี 2570” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว พร้อมมอบหมายให้ DGA จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ระบุเป้าหมาย บทบาทหน้าที่ และกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยให้ ก.พ.ร. กำกับดูแลให้ อปท. ทั่วประเทศปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ต้องกำหนดแนวทาง ไม่ให้ อปท. แต่ละแห่งพัฒนาระบบไอทีของตนเอง และต้องส่งเสริมให้ อปท. ใช้แพลตฟอร์มกลาง ส่วนสำนักงาน ป.ป.ท. จะช่วยสนับสนุนและผลักดันให้ อปท. หันมาใช้บริการระบบท้องถิ่นดิจิทัลของ DGA อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันการทุจริตจากการใช้งบประมาณอย่างไม่เป็นระเบียบ

ด้าน นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล นำเสนอความพร้อมในการพัฒนาและดำเนินงานระบบท้องถิ่นดิจิทัล และให้ สถ. ทำหน้าที่กำกับดูแล ติดตาม และผลักดันให้ อปท. เข้าร่วม ตั้งเป้าให้ครอบคลุมภายในปี 2570 ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กำหนด และขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2572

นางไอรดา ระบุว่า ปัจจุบัน DGA มีระบบศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ เว็บไซต์ info.go.th สำหรับจัดเก็บคู่มือประชาชนออนไลน์อยู่แล้ว แต่ข้อมูลในระบบยังกระจัดกระจาย เนื่องจาก อปท. แต่ละแห่งจัดทำคู่มือในรูปแบบของตนเอง ทำให้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“หาก สถ. และ ก.พ.ร. สามารถบูรณาการจัดทำคู่มือประชาชนกลาง (Standard Manual) และแบบฟอร์มกลาง (Single Form) ได้สำเร็จ DGA ก็พร้อมนำมาตรฐานดังกล่าวมาปรับปรุงในระบบ Local e-Service (ระบบให้บริการประชาชนของท้องถิ่นแบบออนไลน์) ให้ อปท. ทั่วประเทศใช้งานเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ทันที ช่วยให้ประหยัดงบประมาณและสามารถเชื่อมโยงข้อมูล (Integrate) ได้ครบทุกมิติ”

นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 (มาตรา 10 และ 16) ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ รวมถึงท้องถิ่นที่ยังไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นของตนเอง สามารถใช้งาน “ระบบกลาง” ที่ DGA จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งตอกย้ำบทบาทของ DGA ในฐานะเจ้าภาพหลักด้านแพลตฟอร์มกลางของรัฐ

การผนึกกำลังในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลระดับท้องถิ่นที่โปร่งใส ลดต้นทุนประชาชนในการติดต่อราชการ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป