ครั้งที่ 19 บล็อกเชนภาครัฐ (National Blockchain) และแพลตฟอร์มโซลูชั่นสำหรับนักพัฒนา (Developer Portal)


25 September 2568
123
DGA เปิดเวทีระดมสมอง ขับเคลื่อน ‘บล็อกเชนภาครัฐ’ และ ‘Developer Portal’ วางรากฐานดิจิทัลโปร่งใส มั่นคง และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน”
DGA เปิดเวทีระดมสมอง ขับเคลื่อน ‘บล็อกเชนภาครัฐ’ และ ‘Developer Portal’ วางรากฐานดิจิทัลโปร่งใส มั่นคง และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน”

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จัดการประชุมระดมสมอง (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในหัวข้อ “บล็อกเชนภาครัฐ (National Blockchain) และแพลตฟอร์มโซลูชั่นสำหรับนักพัฒนา (Developer Portal)” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน มุ่งวางรากฐานบริการดิจิทัลที่โปร่งใส มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ โดยมี นายชรินทร์ ธีรฐิตยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล DGA เปิดการประชุมพร้อมเน้นว่า “บล็อกเชนภาครัฐ และ Developer Portal จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับรัฐบาลดิจิทัลของไทย สร้างความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน”

DGA เปิดเวทีระดมสมอง ขับเคลื่อน ‘บล็อกเชนภาครัฐ’ และ ‘Developer Portal’ วางรากฐานดิจิทัลโปร่งใส มั่นคง และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน”

คุณภูริเชษฐ์ เทพดุสิต ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาด้านบล็อกเชน บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยให้เห็นว่าประเทศชั้นนำอย่าง ประเทศเอสโตเนีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการยกระดับบริการภาครัฐอย่างเป็นระบบ ดังเห็นได้จากประเทศเอสโตเนียใช้ระบบ KSI Blockchain เก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบ eID, e-Health, e-Residency และ e-Justice เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างโปร่งใส ปลอดภัยไร้การแทรกแซง โดยปัจจุบันถูกใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากระบบต่างๆ ของรัฐบาล ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้บล็อกเชนในการพัฒนาระบบการชำระเงิน การลงทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ และการบริหารจัดการสาธารณสุข โดย Department of Finance (DoF) นำมาใช้ในกระบวนการชำระเงินของหน่วยงานรัฐ ทำให้ธุรกรรมถูกต้องและเกือบเรียลไทม์ ลดเวลางานจากเดิมที่ใช้เวลานานสูงสุด 45 วัน

สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ รวมถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการภาครัฐของประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 4 ด้าน ได้แก่

– การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น การพัฒนาระบบที่รองรับ Digital ID/e-KYC, ข้อมูลสาธารณสุข, เอกสารดิจิทัลภาครัฐ

– การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ เช่น การพัฒนาระบบสัญญาซื้อขาย/สัญญาล่วงหน้า ระบบภาษี/การเงินภาครัฐที่เชื่อมโยงตัวตนดิจิทัล

– การยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัย เช่น การพัฒนาระบบตรวจคนเข้าเมือง/การยืนยันตัวตนข้ามหน่วยงานด้วยลายมือชื่อดิจิทัล

– การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เช่น การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนเอกสาร

ปัจจุบันประเทศไทยมีการประยุกต์ใช้บล็อกเชนแล้วในหลายโครงการ เช่น บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ Blockchain ซึ่งช่วยลดเวลาในการออกหนังสือเหลือไม่เกิน 1 วัน เป็นต้น

ส่วนในด้านการพัฒนา Developer Portal จะเป็นศูนย์กลาง (Hub) ที่รวบรวมเครื่องมือ ข้อมูล และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนาไว้ในที่เดียว ดังเห็นได้จากประเทศสิงคโปร์ที่สามารถสร้างผู้ใช้งานกว่า 350,000 คนภายใน 2 ปี และมีการเรียกใช้งาน API กว่า 872 ล้านครั้ง ขณะที่ประเทศไทยมี DGA Resource Center ซึ่งเริ่มเปิดบริการเชื่อมโยง เช่น Digital ID และระบบการจ่ายเงินของกรมบัญชีกลาง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งด้านความครบถ้วนของบริการ การจัดทำ Documentation Hub และ Sandbox สำหรับทดสอบระบบจริง

ในการประชุมหน่วยงานต่างๆ ได้นำเสนอความคืบหน้าการพัฒนาและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ โดยทางผู้แทนจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเสนอให้ภาครัฐสร้าง “บล็อกเชนแห่งชาติ” ให้หน่วยงานรัฐหลักทำหน้าที่เป็น Validator Nodes และเน้นความสำคัญของคุณภาพข้อมูลที่ต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัล พร้อมทบทวนกฎหมายเพื่อรองรับ Digital Identity ด้าน สพธอ. รายงานว่ามีการใช้บล็อกเชนในระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากรแล้ว ส่วน BCI (Thailand)  และ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) ใช้บล็อกเชนในระบบเอกสารและการพิสูจน์ตัวตนช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความปลอดภัยได้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า การพัฒนาบล็อกเชนภาครัฐควรมุ่งเน้นไปที่ Use Case ข้ามหน่วยงานที่เห็นผลเร็วและชัดเจน เป็นลำดับแรก โดยมีสองบริการที่ได้รับความสนใจสูงคือ “เอกสารธุรกรรมภาครัฐ” และ “ข้อมูลสุขภาพประชาชน” ซึ่งจะสร้างประโยชน์ได้ทันที แนวทางที่เหมาะสมคือการใช้ บล็อกเชนแบบ Consortium/Permissioned ที่กระจาย Nodes ไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างแท้จริง พร้อมกับการเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมาย มาตรฐานข้อมูล และการพัฒนาทักษะบุคลากร ขณะที่ Developer Portal ยังคงต้องมีการทบทวนเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ระหว่างโมเดลรวมศูนย์แบบสิงคโปร์ หรือโมเดลกระจายศูนย์แบบสหราชอาณาจักร

การระดมสมองในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลฉบับใหม่มีความสมบูรณ์ รอบด้าน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง อันจะนำมาซึ่งบริการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับทุกคนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง