ครั้งที่ 19 บล็อกเชนภาครัฐ (National Blockchain) และแพลตฟอร์มโซลูชั่นสำหรับนักพัฒนา (Developer Portal)
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA จัดการประชุมระดมสมอง (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในหัวข้อ “บล็อกเชนภาครัฐ (National Blockchain) และแพลตฟอร์มโซลูชั่นสำหรับนักพัฒนา (Developer Portal)” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน มุ่งวางรากฐานบริการดิจิทัลที่โปร่งใส มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ โดยมี นายชรินทร์ ธีรฐิตยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล DGA เปิดการประชุมพร้อมเน้นว่า “บล็อกเชนภาครัฐ และ Developer Portal จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับรัฐบาลดิจิทัลของไทย สร้างความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน”
คุณภูริเชษฐ์ เทพดุสิต ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาด้านบล็อกเชน บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยให้เห็นว่าประเทศชั้นนำอย่าง ประเทศเอสโตเนีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการยกระดับบริการภาครัฐอย่างเป็นระบบ ดังเห็นได้จากประเทศเอสโตเนียใช้ระบบ KSI Blockchain เก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบ eID, e-Health, e-Residency และ e-Justice เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างโปร่งใส ปลอดภัยไร้การแทรกแซง โดยปัจจุบันถูกใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากระบบต่างๆ ของรัฐบาล ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้บล็อกเชนในการพัฒนาระบบการชำระเงิน การลงทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ และการบริหารจัดการสาธารณสุข โดย Department of Finance (DoF) นำมาใช้ในกระบวนการชำระเงินของหน่วยงานรัฐ ทำให้ธุรกรรมถูกต้องและเกือบเรียลไทม์ ลดเวลางานจากเดิมที่ใช้เวลานานสูงสุด 45 วัน
สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ รวมถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการให้บริการภาครัฐของประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 4 ด้าน ได้แก่
– การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น การพัฒนาระบบที่รองรับ Digital ID/e-KYC, ข้อมูลสาธารณสุข, เอกสารดิจิทัลภาครัฐ
– การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ เช่น การพัฒนาระบบสัญญาซื้อขาย/สัญญาล่วงหน้า ระบบภาษี/การเงินภาครัฐที่เชื่อมโยงตัวตนดิจิทัล
– การยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัย เช่น การพัฒนาระบบตรวจคนเข้าเมือง/การยืนยันตัวตนข้ามหน่วยงานด้วยลายมือชื่อดิจิทัล
– การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เช่น การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนเอกสาร
ปัจจุบันประเทศไทยมีการประยุกต์ใช้บล็อกเชนแล้วในหลายโครงการ เช่น บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ Blockchain ซึ่งช่วยลดเวลาในการออกหนังสือเหลือไม่เกิน 1 วัน เป็นต้น
ส่วนในด้านการพัฒนา Developer Portal จะเป็นศูนย์กลาง (Hub) ที่รวบรวมเครื่องมือ ข้อมูล และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับนักพัฒนาไว้ในที่เดียว ดังเห็นได้จากประเทศสิงคโปร์ที่สามารถสร้างผู้ใช้งานกว่า 350,000 คนภายใน 2 ปี และมีการเรียกใช้งาน API กว่า 872 ล้านครั้ง ขณะที่ประเทศไทยมี DGA Resource Center ซึ่งเริ่มเปิดบริการเชื่อมโยง เช่น Digital ID และระบบการจ่ายเงินของกรมบัญชีกลาง แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งด้านความครบถ้วนของบริการ การจัดทำ Documentation Hub และ Sandbox สำหรับทดสอบระบบจริง
ในการประชุมหน่วยงานต่างๆ ได้นำเสนอความคืบหน้าการพัฒนาและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ โดยทางผู้แทนจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเสนอให้ภาครัฐสร้าง “บล็อกเชนแห่งชาติ” ให้หน่วยงานรัฐหลักทำหน้าที่เป็น Validator Nodes และเน้นความสำคัญของคุณภาพข้อมูลที่ต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัล พร้อมทบทวนกฎหมายเพื่อรองรับ Digital Identity ด้าน สพธอ. รายงานว่ามีการใช้บล็อกเชนในระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากรแล้ว ส่วน BCI (Thailand) และ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) ใช้บล็อกเชนในระบบเอกสารและการพิสูจน์ตัวตนช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความปลอดภัยได้จริง
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า การพัฒนาบล็อกเชนภาครัฐควรมุ่งเน้นไปที่ Use Case ข้ามหน่วยงานที่เห็นผลเร็วและชัดเจน เป็นลำดับแรก โดยมีสองบริการที่ได้รับความสนใจสูงคือ “เอกสารธุรกรรมภาครัฐ” และ “ข้อมูลสุขภาพประชาชน” ซึ่งจะสร้างประโยชน์ได้ทันที แนวทางที่เหมาะสมคือการใช้ บล็อกเชนแบบ Consortium/Permissioned ที่กระจาย Nodes ไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างแท้จริง พร้อมกับการเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมาย มาตรฐานข้อมูล และการพัฒนาทักษะบุคลากร ขณะที่ Developer Portal ยังคงต้องมีการทบทวนเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ระหว่างโมเดลรวมศูนย์แบบสิงคโปร์ หรือโมเดลกระจายศูนย์แบบสหราชอาณาจักร
การระดมสมองในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลฉบับใหม่มีความสมบูรณ์ รอบด้าน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง อันจะนำมาซึ่งบริการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับทุกคนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
